ประวัติของกรุงโรม กับ Gladiator มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

‘กรุงโรม’ เป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองขนาดใหญ่สุดแห่งประเทศอิตาลี กรุงโรมเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันนี้ และยังมีอดีตอันยิ่งใหญ่ ในช่วงยุคจักรวรรดิโรมัน กรุงโรมมีประวัติอันยาวนานกว่า 2,800 ปี กรุงโรมตั้งอยู่บนเขาทั้ง 7 ริมฝั่งแม่น้ำTiber โดยกรุงโรมเคยเป็นเมืองมีชื่อเสียงมากที่สุด ของอารยธรรมตะวันตก อีกทั้งยังเคยเป็นอาณาจักรที่มีขนาดใหญ่สุดในโลก กรุงโรมเริ่มมีจุดเริ่มต้นมาจากหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ย้อนไปในช่วง 9 ศตวรรษก่อนคริสตกาล จนสามารถสร้างความเจริญเติบโตกลายมาเป็นอาณาจักรซึ่งมีอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ โดยขยายอิทธิพลครอบคลุมมาจนถึงแถบ Mediterranean ยาวนานนับศตวรรษ จนกระทั่งสามารถยืนหยัดมาเป็นเมืองหลวงในปัจจุบัน กรุงโรมได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘เมืองอมตะนคร’ เป็นเมืองที่ความเจริญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องศูนย์กลางแห่งอารยธรรม , ศูนย์กลางแห่งศิลปวัฒนธรรม , ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรโรมัน อีกทั้งยังมีความยิ่งใหญ่เป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์อีกด้วย นอกจากนี้กรุงโรมยังจัดเป็นหนึ่งในเมืองหลวง ที่มีชื่อเสียงทางด้านแฟชั่นระดับโลก อัดแน่นไปด้วยร้านค้า Brand Name ชื่อดังมากมายไม่ว่าจะเป็น Armani , Versace และ Ferre ทำให้เป็นแหล่งยอดนิยมของสาวๆ ที่รักในแฟชั่นสุดหรูเหล่านี้

Gladiator คือ นักสู้ติดอาวุธ พวกเขาคอยสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้ชมในสมัยที่โรมันเจริญรุ่งเรือง พวกเขาต้องงัดความรุนแรง ป่าเถื่อน ทักษะในการต่อสู้ เพื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้และต้องสามารถเอาชีวิตรอดให้ได้ โดย Gladiator สามารถเป็นได้ทั้งมนุษย์ด้วยกัน, สัตว์ป่าที่ดุร้ายและนักโทษ

ชาวโรมันรับวัฒนธรรมในการต่อสู้นี้มาจากเผ่า Etruscan แต่ต่อมาก็มีการพัฒนาพร้อมใส่ความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไป ทำให้เกิดความดุดันโหดร้ายมากยิ่งขึ้น มีการแบ่งประเภทของนักโทษออกเป็นประเภทต่างๆ มากมาย บางคนมาจากนักโทษที่ถูกตัดสินให้ประหารชีวิต หากแต่ต้องการไขว้คว้าหาอิสรภาพ , บางคนเป็นบุคคลธรรมดาแต่ต้องการเข้ามาหาเงินรางวัลรายได้งาม หรือบางคนก็เป็นผู้มีฐานะยศศักดิ์เพียงแต่ต้องการสร้างความเคารพน่านับถือให้กับตนเอง ส่วนผู้ชมนอกจากมีหน้าที่รับชมแล้ว บางครั้งก็จะเกิดเสียงโห่เชียร์ดังกึกก้องไปทั่วสนาม บางครั้งก็สบถคำหยาบเพื่อสาปแช่ง ขอร้องให้ไว้ชีวิต หรือกู่ร้องต้องการให้เกิดการฆ่ากันในสนาม เพราะบางครั้งการต่อสู้ ก็ไม่จำเป็นจบลงด้วยความตายเสมอไป เนื่องจากบางคู่สู้กันไม่สนุกแถมยืดเยื้อ ผู้ชมก็จะโห่ไล่ก่อนที่นักกีฬาจะถูกไล่ออก แล้วนำคู่ใหม่เข้ามาแทน โดยจากบันทึกพบว่าจักรพรรดิโรมัน ใช้การประลอง Gladiator ครอบครองใจประชาชนเป็นผลประโยชน์ในการปกครอง